สมาคมสุขปัญญา ร่วมสร้างความสุขด้วย(พลัง)ปัญญา
ประโยคคำถามที่สะท้อนดังก้องในหูของคนทำงานภาคประชาสังคมที่ว่า “จังหวัดพิษณุโลก ใครคือคนที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะด้านการศึกษาแบบจริงจัง?” กลุ่มคนทำงานด้านสุขภาพและสังคม หรือแม้แต่กลุ่ม NGO แท้ๆ ต่างชี้มือไปที่ ดร.สุเนตร ทองคำพงษ์ ที่อุทิศชีวิตการทำงานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง
เข้าสู่ปี 2561 กลุ่มคนมีใจอยากช่วยงานด้านสังคม ได้มีโอกาสรวมตัวกัน ภายใต้ร่มภารกิจ ค้นหา กลุ่มเปราะบางที่ตกสำรวจ แกนนำกลุ่ม ซึ่งมี ดร.สุเนตร ทองคำพงษ์ เป็นศูนย์กลางประสาน ชักชวนผู้ที่ทำงานสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัด และ เครือข่ายภาคประชาสังคม รวมตัวกันจดจัดตั้งสมาคมขึ้น อย่างเป็นทางการ
ตามที่ได้กล่าวข้างต้น ด้วยวุฒิภาวะ ของ นายกสมาคม(ดร.สุเนตร ทองคำพงษ์) ที่มาบรรจุรับราชการในจังหวัดพิษณุโลก จนเป็นส่วนหนึ่งของชาวพิษณุโลกไปแล้ว ตลอดเวลาที่ท่านรับราชการเป็นครู นอกเหนือจากหน้าที่ครู และ ผู้บริหารโรงเรียนแล้ว ท่านยังมองลูกศิษย์ทุกคนเหมือนลูกหลานของตนเอง เมื่อใดมีโอกาสดี ๆที่จะมอบให้เด็ก ๆ ผ่านเข้ามา ท่านไม่เคยรอช้า ที่จะคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ รับงานเกินหน้าที่เสมอมา จนเพื่อนครูด้วยกัน มักหยอกล้อว่า เป็น ข้าราชการ NGO แต่ ท่านก็ไม่เคยเก็บเรื่องเล็กน้อยนั้นมาใส่ใจ ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อเด็กนักเรียนอยู่เสมอ และผลงานที่ท่านได้สร้างไว้เป็นที่ประจักษ์ คือ การต่อสู้เพื่อสิทธิของเด็กทุกคนที่ตั้งท้อง ต้องได้เรียน และ การดำเนินงานด้านการสร้างและพัฒนาทักษะแกนนำเยาวชน ภายใต้ชื่อ “กลุ่มดาวลูกไก่”มีรูปแบบการขับเคลื่อนกิจกรรมละครเร่ในชุมชน ด้วยโอกาสและการเป็นเด็กชายขอบของ นักเรียนโรงเรียนศรีอินทราทิตย์ อำเภอนครไทย ทำให้ถูกมองเป็นเด็กบ้านนอก ไม่มีความสามารถ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการติดยาเสพติด เนื่องจาก ตำบลหนองกระท้าว อำเภอนครไทย ในขณะนั้นถือเป็นพื้นที่สีแดง โดยเป็นแหล่งซื้อขายยาเสพติด ซึ่ง ดร.สุเนตร ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ จึงมีความเป็นห่วงคุณภาพชีวิตของเด็กเป็นอย่างมาก เมื่อมีโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชนเข้ามา โดยมีกลุ่มละครมะขามป้อม เป็นพี่เลี้ยงโครงการ จึงรับเข้ามาเพื่อต้องการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้มองเห็นคุณค่าในตนเอง สร้างพลังใจให้กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ที่สำคัญไม่เปลี่ยนความเป็นรากเหง้าของตัวเอง คือ ภาษาถิ่น ให้เกิดความภาคภูมิใจ ทั้งนี้บทละครที่มีการจัดละครเร่นั้น จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชุมชน นำมาร้อยเรียงและเขียนเป็นบทละคร ผลงานที่เกิดขึ้นทำให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี หลุดพ้นจากวังวนของยาเสพติด รวมถึงพื้นที่ชุมชนที่มีความชุกชุมของยาเสพติด ได้รับการปราบปราม แก้ไขและวางมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโดยชุมชนมีส่วนร่วม
ด้วยผลงานและความตั้งใจ จนทำให้เข้าตา ท่านผู้หญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ซึ่งนับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในวงการการศึกษาของไทยคนหนึ่ง เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการหลายตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษา อธิบดีกรมสามัญศึกษาอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีกรมวิชาการ และอื่น ๆ ได้เชื้อเชิญ ดร.สุเนตร ไปร่วมงานและติดตามความก้าวหน้าโครงการในพระราชดำริ ซึ่งทุกครั้งที่ องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ ที่ได้รับพระบรมราชโองการ เดินทางมายังจังหวัดพิษณุโลกในแต่ละครั้งนั้น ดร.สุเนตร จะเป็นทีมงานในการร่วมติดตามและร่วมให้ข้อเสนอแนะ
เมื่อท่านเกษียณอายุราชการแล้ว ได้เข้ามาเป็นประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดพิษณุโลก และในเวทีสมัชชาจังหวัด กลุ่มคนมีใจ ก็ได้มาพบกัน สมาชิกก่อตั้งสมาคม จึงก่อตัวขึ้น เห็นพ้องร่วมกัน ว่าควรรวมตัวกันเป็นสมาคม และ ชื่อ สุขปัญญา ก็กำเนิดขึ้น หากแยกองค์ประกอบ คณะกรรมการสมาคม จะเห็นได้ชัดว่า
1. มีแกนนำเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถได้รับการยอมรับจากหัวหน้าส่วนราชการ เป็นบุคคลที่มีจิตเมตตากรุณา ปรารถนาจะร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ
2. มีข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และ ทบวงมหาวิทยาลัย คอยหนุนเสริม ด้านวิชาการ การประสานงาน และ
3. มีทีมบริหารจัดการงานหลังบ้านที่มีประสบการณ์ทำงานภาคประชาสังคมมาอย่างยาวนาน งานของสมาคม จึงเดินหน้าได้อย่างลื่น ไหล และ เติบโต
ในช่วงแรกได้รับงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในโครงการจิตอาสาประชารัฐ ได้มีการขยายคณะทำงานจากการมีเพียงแกนกลาง ของจังหวัด ไปสู่ทุกอำเภอ ทั้ง 9 อำเภอ เพื่อค้นหา และช่วยเหลือเบื้องต้น ประชากรกลุ่มเปราะบางที่ตกสำรวจ ซึ่งต้องอาศัยคนในพื้นที่เท่านั้น จึงจะสามารถเข้าถึงประชากรกลุ่มนี้ได้ จากการเชิญแกนนำแต่ละตำบล กว่าร้อยคนเข้าร่วมประชุมชี้แจงโครงการ และแบ่งงานกันไปทำ เสมือนกลยุทธ์ ใช้งานคัดคน จึงมีแกนแต่ละอำเภอที่เข้มแข็ง อำเภอละ 1-3 คน ที่ยังคงมีใจเกาะเกี่ยวกันเรื่อยมา แม้โครงการจะสิ้นสุดลง ..
ในปี 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งเป็นกองทุนน้องใหม่ ก็ส่งเอกสารเชื้อเชิญ ให้ สมาคมสุขปัญญา ส่งข้อเสนอโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นับเป็นอีกจุดเปลี่ยนนึงที่ทำให้ เรา ไม่อาจทนนิ่งดูดาย ต่ออนาคตของชาติได้อีกต่อไป เพราะเมื่อได้สำรวจกลุ่มเด็กที่เปราะบางซึ่งมีอยู่เต็มจังหวัด ยิ่งเพิ่มเติมความรู้สึกน่าเวทนาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเด็กบางคนที่ไปเยี่ยมนั้น เรากลับมาสรุปกันได้เลยว่า หากไม่ยื่นมือไปช่วยเด็กอย่างเร่งด่วนแล้ว เราจะพบกับเด็กคนนั้น อีกครั้ง เมื่อเขาไปอยู่ในสถานพินิจ และ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีระบบ หรือ กลไกการช่วยเหลือเด็กจนพ้นสภาพความยากจน หรือยากลำบากเลย
เมื่อสำรวจพบ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก แต่กำลังของเรา มีจำกัดเราจะทำอย่างไร เมื่อทรัพยากร มีจำกัด เราจึงมีแนวทางการทำงาน ร่วมกัน แบ่งกลุ่มผู้เปราะบาง ออกเป็น 4 กลุ่มคือ
1. เราช่วยเขาได้ง่าย และ เขาอยากให้ช่วย
2. เราช่วยเขาได้ยาก แต่เขาอยากให้ช่วย
3. เราช่วยเขาได้ง่าย แต่เขาไม่อยากให้ช่วย
4. เราช่วยเขาได้ยาก และ เขาไม่อยากให้ช่วย
การแบ่งกลุ่มเช่นนี้ จะทำให้เราไม่เสียกำลังใจในการช่วยเหลือผู้คน เราจะพยายามช่วย กลุ่มที่ 1 และ 2 ก่อน เพื่อสร้างความสำเร็จเล็ก ๆ ระหว่างทาง ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ผล เป็นอย่างมาก เราจึงใช้แนวทางนี้ ช่วยเหลือประชากรกลุ่มเฉพาะด้วยเช่นกัน ทว่า การช่วยเหลือคนให้พ้นสภาพความยากลำบาก หรือ ความยากจนนั้น จำเป็นต้องมีหลายแนวทาง หลายหน่วยงาน และ บางกรณี ต้องใช้เวลาในการติดตาม ช่วยเหลือ ประคับประคอง ตรงนี้เองที่จำเป็นต้องมีกุญแจสำคัญอีก 1 ดอก ที่จะนำให้เราช่วยเหลือแต่ละคนได้ตามความคาดหวัง นั่น คือ อาสาสมัครผู้จัดการรายกรณี เป็นจิตอาสาที่มีใจจะคอยติดตาม ช่วยเหลือ ส่งข่าว ความก้าวหน้าของ การช่วยเหลือ ให้ทีมสุขปัญญา หากไม่มีอาสาสมัครเหล่านี้ เราคงไม่มีรู้ว่า แต่ละ กรณี ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่เราวางแผนกันไว้หรือไม่ หลายคนมักถามว่า ทำไม ทีม จังหวัดพิษณุโลก จึงมีความก้าวหน้าในการดูแลช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบาง เราจึงกลับมามองตนเองว่า เราสร้างทีม และ รักษาทีม ไว้ได้อย่างไร..
1.) เมื่อได้รับข่าว หรือ ข้อมูลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เราจะรีบวิเคราะห์ ข้อมูล และ เสนอแนวทางการช่วยเหลือภายใน 24 ชั่วโมง (one stop service) เพื่อยกความทุกข์ออกจากอกของทุกคนให้เร็วที่สุด การทำงานแบบนี้ ทำให้ อาสาสมัครในพื้นที่ ไม่ต้องแบกรับความคาดหวัง นานเกินไป ยิ่งมีการช่วยเหลือเบื้องได้เร็วเท่าไร ยิ่งสร้างกำลังใจให้คนทำงานมากเท่านั้น แตกต่างจากการรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ที่ปล่อยให้ผู้ขอความช่วยเหลือ รอนาน อย่างไร้จุดหมาย บางครั้ง รอนาน และ ไม่มีความช่วยเหลือใด ๆ เข้ามาเลย
2.) การดูแลสวัสดิการของ อาสาสมัคร หากคิดว่า จิตอาสา ต้องทำงานด้วยใจ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ จะดีกว่า หากเราช่วยกันหาค่าเดินทาง ค่าอาหาร สนับสนุนการทำงานของจิตอาสาบ้าง เขาจึงจะทำงานกับเราได้ในระยะยาว ออกจากบ้าน ยังไงต้องเติมน้ำมัน หากว่า ออกมาช่วยเหลือผู้คนแล้ว ตนเองกลับบ้านมือเปล่า ก็จะมาอาสาได้แค่ครั้งเดียว เพราะจะถูกคนในครอบครัวตำหนิได้ ว่าทำไม เอาเวลาทำมาหากิน ไปช่วยเหลือคนอื่น แล้ว คนที่บ้าน จะเอาอะไรกิน..
ดังนั้น ทุกครั้งที่เราจัดประชุม จะต้องดูแลค่าเดินทาง ค่าอาหารให้ผู้เข้าประชุม และ มีคนอื่นมองว่า แล้ว วันไหนไม่มีเงิน จะทำอย่างไร การขับเคลื่อนงาน จะเกิดความยั่งยืนได้อย่างไร เราตอบอย่างไม่ลังเลว่า ถ้าไม่มีเงินจัดประชุมเราจะไม่รบกวนทีมงาน ปล่อยให้เขาไปทำอาชีพดีกว่า อย่าให้เขาต้องเดือดร้อนเพราะเรา แต่ เราจะพยายาม หางบประมาณจากแหล่งทุนต่าง ๆ มาดำเนินงานให้ได้ เพื่อหล่อเลี้ยงทีมงาน ด้วยแนวทางการทำงานลักษณะนี้ จึงได้ใจทีมงาน และสามารถขยายขอบเขตการทำงานออกไปยังจังหวัดข้างเคียง ณ ปัจจุบัน (ปี 2568) มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุน 3 กองทุน คือ สสส. / สช. และ กสศ. มีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับ ภาคส่วนต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น แกนนำสภาองค์กรชุมชน , สภาเกษตรกร, สมาคมผู้สูงอายุ, องค์กรด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สิ่งที่เล่ามา อยากให้ผู้ที่ได้อ่าน ได้ทราบถึงที่มา ที่ไปของ แกนนำจังหวัดพิษณุโลก และ แนวทางการสร้างทีม รักษาทีม ให้ทำงานด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุข โดยเราจะเป็นผู้ริ่เริ่มดำเนินงานก่อน ไม่มัวรอ ภาคราชการ และ ไม่ตำหนิ ภาครัฐ เราเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละภาคส่วน ขอเพียงเราค่อย ๆ เกาะเกี่ยวผู้คนที่มีใจ และยื่นมือให้ความช่วยเหลือหน่วยงานต่าง ๆ ตามความสามารถ ตลอดจน พยายามดูแลสวัสดิการของทีมงาน จังหวะเติบโตก็จะค่อย ๆ เกิดเพิ่มขึ้นตามมา ถึงวันนี้ ทีมงานสมาคมสุขปัญญา ได้รับความไว้วางใจ จากแหล่งทุน ให้ดำเนินโครงการทั้งในระดับจังหวัด และ ระดับภาค เราจึงต้องเร่งพัฒนาทีมงานให้ มากขึ้นทั้งภาคเหนือตอนล่าง
******************************************************
|






Powered by Froala Editor